สร้างลิงค์ยังไงให้เกิดประโยชน์
การสร้างลิงค์ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำ SEO ยังคงนึกถึงเมื่อจะทำการดันอันดับให้กับเว็บไซต์ ซึ่งหลังจากกูเกิลทำการอัพเดทอัลกอริทึมใหม่ที่ชื่อว่าเพนกวินเข้ามาเพื่อลดปริมาณเว็บสแปม การสร้างลิงค์จึงดูเป็นสิ่งที่คนหวาดกลัวไปซะแล้ว แต่ถึงกระนั้นการทำลิงค์ไม่ใช่สิ่งอันตรายเสมอไป หากเราเข้าใจถึงความเป็นธรรมชาติของการสร้างลิงค์ที่ดี

คุณภาพของเว็บที่ลิงค์มายังเว็บของเราเป็นสิ่งสำคัญของเรื่องนี้ หากเราต้องการแหล่งอ้างอิงมายังเว็บของตัวเราเอง แน่นอนว่าเว็บที่จะให้ลิงค์มานั้นต้องเป็นเว็บที่มีคุณภาพมากพอ เปรียบเช่นหากเราจะทำงานชิ้นสำคัญใดๆก็ตาม ผู้ว่าจ้างก็ต้องการความมั่นใจจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออ้างอิงให้กับเรา หากเรายังไม่มีผลงานที่โดดเด่นมากพอ
และความสัมพันธ์ของเนื้อหาของเว็บต้นทางและปลายทางก็ยังเป็นสิ่งสำคัญของการโยงลิงค์ นอกเหนือไปจากความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ การจะอ้างอิงแหล่งข้อมูลมันก็ต้องแน่นอนว่าเนื้อหาของข้อมูลที่จะอ้างอิงเพื่อสร้างลิงค์เชื่อมนั้นจะต้องมีส่วนที่สัมพันธ์กันอยู่ เพื่อให้สิ่งที่เราทำเกิดประโยชน์กับผู้ใช้งานในเว็บนั้นจริงๆ ไม่ได้สร้างมาเพื่อหวังผลในการทำอันดับแต่เพียงอย่างเดียว
การสร้างแบรนด์ช่วยเพิ่มอันดับ(seo)ได้ !?
หลังจากที่มีการปรับอัลกอริทึมใหม่เพื่อกำจัดเว็บสแปมของกูเกิล ทำให้เราค้นพบได้อย่างหนึ่งว่า การแสดงตัวตนหรือจุดยืนของเว็บไซต์ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือการสร้างแบรนด์ให้กับเว็บไซต์ สามารถช่วยเพิ่มภาพลักษณ์เว็บไซต์ให้ดูดีขึ้นได้ และส่งผลให้อันดับของคีย์เวิร์ดที่ใช้นั้นดีขึ้นตามไปด้วย ฟังดูแล้วอาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าการสร้างแบรนด์เป็นการเพิ่มแรงจูงใจต่อผู้เยี่ยมชม บ่งบอกถึงการมีตัวตนของสินค้าหรือบริการของเราเอง ทำให้ผู้เยี่ยมชมหรือแม้แต่กูเกิลบอทเองมองเห็นเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นมานั้น ไม่ได้มีเนื้อหาปลอมๆขึ้นมาเพื่อหวังผลแค่การทำอันดับเว็บไซต์ในการชักจูงคนให้คลิ๊กโฆษณา โดยที่เว็บไซต์และเนื้อหาไม่ได้มีประโยชน์แก่ผู้ใช้เลยแต่อย่างใด
ตัวอย่างง่ายๆก็เช่นกลุ่มเว็บ affiliate ประเภทต่างๆ ที่พยายามสร้างเนื้อหาขยะปริมาณมาก เพื่อหวังผลให้คนซื้อสินค้าหรือบริการจากลิงค์ในบทความที่ได้สร้างมา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพมากพอที่จะช่วยในการประกอบการตัดสินใจให้กับผู้เข้าใช้งานแต่อย่างใด อีกทั้งก็ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์สินค้านั้นจริงๆบางครั้งทำให้เกิดความสับสนของข้อมูลที่นำเสนอ
การทำ SEO ที่มากเกินไปหรือ Over-Optimization กำลังเป็นกระแสเป็นอย่างมากสำหรับคนทำเว็บ หลายๆคนคงสังเกตเห็นแล้วว่าอันดับของเว็บไซต์ในช่วงเวลานี้(เมษายน 2012) ได้แกว่งไปมาเป็นอย่างมาก เว็บบางเว็บที่เราเคยๆคิดๆว่าเป็นเว็บขนาดใหญ่ ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร ยังร่วงกันไปเป็นแถวๆ เพราะว่าแนวทางในการทำ SEO ที่เคยทำในอดีตมันกลับมาย้อนทำร้ายเว็บตัวเองในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมาเว็บเหล่านั้นอาจจะทำ SEO มากจนเกินไป เช่น ใส่คีย์เวิร์ดซ้ำมากเกินไป ใส่ลิงค์เข้าเว็บจากเว็บที่ไม่ค่อยมีคุณภาพและอาจเป็นลิงค์แบบไม่เป็นธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งการใช้ลิงค์จากบล็อกเนตเวิร์ค เป็นต้น
สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ จากการปรับอัลกอริทึมใหม่นี้ของกูเกิลก็คือ การทำ SEO ในยุคนี้จะต้องคำนึงถึงผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ให้มากยิ่งขึ้น เพราะปัจจัยต่างๆที่กูเกิลพยายามจะแยกแยะเว็บมีคุณภาพออกจากเว็บสแปมก็คือ เว็บที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้จริงๆ ดังนั้นการปรับแต่ง SEO ที่มากจนเกินไป ก็จะส่งผลให้คุณภาพของหน้าเว็บไซต์นั้นๆลดลง ปัจจัยอีกส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างมีผลต่ออันดับเว็บไซต์ก็คือ การกระจายไปยังสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งค่อนข้างมีผลเป็นอย่างมาก อาจจะเป็นตัววัดอย่างหนึ่งถึงคุณภาพที่เว็บไซต์ต่างๆควรมี
อย่างไรก็ดีทางสายกลางก็ยังใช้ได้ดีเสมอกับการทำ SEO ไม่ควรทำอะไรที่มากจนเกินไป จริงอยู่ที่ว่าถ้าอันไหนมันดีก็ควรจะทำ แต่การปรับแต่งหรือเพิ่มเติมที่มากเกินไป มันก็อาจจะดูออกมาตรงกันข้าม กลายเป็นเว็บไม่มีคุณภาพซะก่อน..
ปุ่ม Hate ใน Facebook กรณีศึกษาของโลกสังคมออนไลน์
หากเราย้อนไปยัง 21 เมษายน ปี 2010 เมื่อ Facebook ได้สร้างปุ่ม "Like" ขึ้นมาครั้งแรก ถึงแม้จะเป็นแค่จุดเล็กๆแค่ปุ่มๆเดียว แต่กลับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างเฟสบุ๊คจนกลายเป็นเหมือนทุกวันนี้ก็ว่าได้ จากข้อมูลใน S-1 (http://www.sec.gov/Archives/edgar/data/1326801/000119312512034517/d287954ds1.htm) ซึ่งให้ข้อมูลโดย Facebook เอง ระบุว่ามีการกด Like และ Comments เฉลี่ยมากกว่า 2.7 พันล้านครั้งต่อวัน บ่งบอกได้ดีถึงกระแสความนิยม ในการแสดงออกทางความรู้สึกระหว่างผู้ใช้ในโลกสังคมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
และจากข่าวล่าสุดที่ให้ข้อมูลโดย TechCrunch กล่าวว่าขณะนี้ Facebook กำลังตัดสินใจจะเพิ่มปุ่มใหม่เข้าไปอีกปุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังถกเถียงกันว่าจะเอาลงดีหรือไม่ และถ้าเอาลงจะใช้คำว่า "Hate" ซึ่งแปลว่าเกลียด หรือ "Dislike" ที่แปลว่าไม่ชอบ มากกว่ากันดี ส่วนหน้าที่ของมันก็คงจะพอเดากันออก นั่นก็คือการแสดงความรู้สึกไม่ชอบนั่นเอง
ตลาดไอทีไทยคึกยอดขาย Commart มากกว่า 3 พันล้านบาท
ปิดฉากไปแล้วกับงานคอมมาร์ท ไทยแลนด์ 2012 เมื่อวันที่ 22-25 มีนาคม ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเมื่อมียอดตัวเลขยอดขายรวมตลอดทั้งงานมากกว่า 3,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเติบโตของตลาดไอทีไทยในปีนี้ว่าจะมาแรงพอสมควร
ซึ่งสินค้าที่ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือโน้ตบุ๊ค ซึ่งจำหน่ายได้มากกว่า 53,966 เครื่อง ตามมาด้วยแท็บเล็ค และสมาร์ทโฟนตามลำดับ สิ่งที่น่าจับตามองก็คือการเติบโตของตลาดแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับในปีนี้ โดยแท็บเล็ตยอดขายสูงขึ้นกว่า 5 เท่า จากปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งชี้วัดว่าคนเริ่มหันมานิยมเล่นอุปกรณ์ตัวนี้กันเพิ่มมากขึ้น และส่งผลให้การคาดการณ์ว่าไตรมาส 2 ปีนี้ การเติบโตของตลาดไอทีไทยน่าจะพึ่งขึ้นถึง 12% ทำให้ภาพรวมปีนี้ดูสดใสขึ้น
